พอดีว่าได้เข้าไปอ่านเรื่อง จดหมายที่ถูกลืม (ตอน 1) จากบล็อก เกียร์ ปากน้ำโพ ซึ่งเขียนโดย พี่เกียร์ ปากน้ำโพ ตัวจริงเสียงจริง^_^

พี่เขาเล่าเรื่อง เพื่อนทางจดหมายตอนประถมของตัวเอง(ใครอยากรู้เรื่องเป็นไง ไปอ่านในบล็อกพี่เกียร์น๊า)

แล้วมันทำให้มีเรื่องนึงผุดขึ้นมา เป็นเรื่องที่สะเทือนใจเด็กอายุ 10 ขวบ อย่างเรา(ในตอนนั้น)มากๆๆๆ

 

คือ ตอนเด็กๆที่บ้านค่อนข้างจะไม่มีเงิน (เรียกว่าจนเลยก็ว่าได้)
เวลาเราเห็นเพื่อนใช้ชุด ดินสอ ยางลบ ดีๆ สวยๆ เราก็อยากได้ตลอด ซึ่ง ตั้งแต่ ป.1-ป.4 เราไม่มีโอกาสนั้นเลย ได้แต่ ขอยืมเค้าอย่างเดียว
พอขึ้น ป.5 ก็ได้มีโอกาสซื้อ เครื่องเขียน(ที่เราคิดว่า)ดีๆแบบนั้นบ้าง

เปิดเทอมวันแรก ด.ญ รัตนาภรณ์ หิ้วชุดกล่องดินสอไปด้วยความภาคภูมิใจ

......วิชาแรก.... เพื่อนๆทุกคนควักปากกากันออกมา
ป๊าบบบบ!!!!

คือ เขาเลิกใช้ดินสอกันไปแล้ว

นึกภาพเด็กผู้หญิงคนนึงออกป่ะ

แบบว่าจัดตารางสอนไว้ตั้งแต่กลางคืน

เก็บชุดดินสอนี้ไว้อย่างดีตลอดปิดเทอม

 

ลั้ลลามาจากบ้านเต็มที่...

แล้ว.


เอ้อ เหอ ซึมไปเลย

ไม่รุ้จะโมโห ความจน หรือความเอ๋อ(แถวบ้านเรียกทะโหล่) ของตัวเองดี 555+

 

พอดีเมื่อคืนขุดเรื่องนี้ออกมาเทศนาคนใกล้ตัว

 ก็เลยคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์หรือให้ข้อคิดกับใครได้บ้าง^__^

..สำหรับ ผู้ที่ยังไม่ได้อ่าน

ผู้ที่อ่านแล้ว..แต่หลงลืมไป

 หรือ

ผู้ที่อ่านแล้ว..จำได้ แต่..คิดไม่ได้

 เศรษฐีกับสีเขียว .................. กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สินมาก แต่เป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งเขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลเป็นทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง

 แก่ใครก็ได้ที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้ ผู้คนก็ตื่นเต้นกันใหญ่

ถ้ารักษาเศรษฐีหายก็จะได้ทรัพย์สินถึงครึ่งหนึ่ง มีคนมากหลาย รวมทั้งหมอผู้เชี่ยวชาญ

ต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้ มีทั้งรักษาด้วยสมุนไพรต่างๆ ยาแผนต่างๆ เอามาให้

 แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำให้อาการปวดศรีษะของเศรษฐีหายได้อย่างถาวร

 อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี

เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า

"โธ่เอ๊ย! วิธีรักษาอาการปวดหัวของท่านมันง่ายนิดเดียว

นั่นก็คือท่านจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา แล้วอาการโรคของท่านก็จะหายไป"

 เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก

วันรุ่งขึ้น ท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคนมาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด

นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้า ให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่

ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใด ก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลา

ตามคำแนะนำของฤาษี อาการปวดศีรษะของเขา ก็เริ่มดีขึ้นๆ

เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่าย และมีความสุขมากขึ้น

สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง

แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า

 "หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน"

ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด

ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า

"ทำไมท่านถึงเสียเงินทองและเวลามากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้าเล่า

เราไม่ได้บอกให้ท่านไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย"

"เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็น สีเขียวแล้ว"

 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

" หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

edit @ 12 Aug 2009 23:17:44 by ^ วั น พุ ธ ^

เราสงสัยว่า

จริงๆแล้วอ่ะ

-ถ้ามนุษย์มี...(สันดาน)ดั่งเดิมที่ติดมากับเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มกำเนิดมา

(แบบออริจินอลเลยอ่ะ ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ)

ทุกคนคิดว่า สันคานนั้นน่ะ มันเป็นสันดานดี หรือสันดานไม่ดีกันแน่

แล้วก็ เคยสงสัยมั้ยว่า มนุษย์จะแสดงธาตุแท้หรือตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมาตอนไหนมากที่สุด

ระหว่าง ตอนที่มนุษย์มีความสุขที่สุด กับตอนที่ทุกข์ที่สุด

มีใครสงสัยเหมือนเราบ้างหรือเปล่าไม่รู้..แต่เราสงสัย